Duck Curve ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ต่างกันสุดขั้วจากพลังงานแสงอาทิตย์ Part 1

เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก 
และ อุปกรณ์หลักที่ใช้ในระบบโซล่าเซลล์ ได้แก่ แผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก และ ราคาของอุปกรณ์เหล่านี้ที่เคยมีราคาที่สูงมาก กลับถูกลงอย่างรวดเร็ว แม้แบตเตอรี่ของระบบนี้จะอยู่ในระหว่างพัฒนาและราคายังคงสูงอยู่ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็เพียงพอจะทำให้การผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นเรื่องที่สามารถเอื้อมถึงได้ง่ายขึ้น
 
นักวิชาการของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีการออกมายืนยันว่า ตอนนี้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์นั้นใกล้เคียงกับถ่านหินแล้ว และในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้าก็จะมีราคาถูกลงอีก จนสามารถแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินได้อย่างแน่นอน
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และรายเล็กต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ฯลฯ หันมาลงทุนติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป แบบออนกริดกันมากขึ้น สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงแดดได้เท่าไหร่ ก็นำมาใช้ได้เลยทันที เพราะไม่ได้ติดตั้งแบตเตอรี่ และยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งของการไฟฟ้าเข้ามาใช้ควบคู่กันไปด้วย
 
 
 
เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เหล่านี้ติดตั้งมิเตอร์แบบ TOU หรือ Time of Use ซึ่งคิดอัตราค่าไฟฟ้าแตกต่างกันตามช่วงเวลาใช้งาน กล่าวคือ ค่าไฟฟ้าช่วงพีค (Peak) ระหว่าง 9.00-22.00 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ แพงกว่าช่วงออฟพีค (Off-Peak) ระหว่าง 22.00-9.00 น. ของวันจันทร์ถึงศุกร์ และช่วงฮอลิเดย์คือตลอด 24 ชั่วโมงของวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
การผลิตไฟฟ้าใช้เองบางส่วนตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงพีคที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในราคาแพง จึงสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มาก และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะเมื่อคืนทุนค่าแผงโซลาร์เซลล์ ค่าติดตั้งระบบ และอุปกรณ์หมดแล้ว ไฟฟ้าที่ผลิตได้หลังจากนั้นคือฟรี แต่อาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
 
 
 
ตัวอย่างที่ปรากฏล่าสุดคือ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เฟสแรก กำลังผลิต 20 กิโลวัตต์  ด้วยงบประมาณ 800,000 บาทเมื่อตุลาคม 2560 แต่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าห้าหมื่นบาท เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขในบิลค่าไฟฟ้าประจำเดือนธันวาคมของปี 2560 กับปี 2559 และเขยิบเป็นลดได้เกือบแสนบาทในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561
 
 
มีการประเมินไว้ว่า ภายใน 4-5 ปีต่อจากนี้ กำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ รูฟท็อป จะแตะระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และ งานวิจัยของ National Renewable Energy Laboratory และ Lawrence Berkeley National Laboratory ระบุตรงกันว่า โซลาร์ รูฟท็อปจะเริ่มส่งผลกระทบถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าในระบบผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ โดยเปลี่ยนเส้นกราฟหลังอูฐเป็น ‘โค้งหลังเป็ด’ หรือ Duck Curve นั่นเอง