กฟผ. เดินหน้าปรับปรุงโรงไฟฟ้า รองรับโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน และพลังงานทดแทนอนาคต
รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในการแถลงข่าวการจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการระดับนานาชาติ IEEE PES GTD ASIA 2019 ว่า เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีแผนเดินหน้า โครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ในอนาคตอันใกล้ กฟผ. จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีเก่า ซึ่งยังไม่สามารถปรับลดและเร่งกำลังการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อให้รองรับการผลิตไฟฟ้าที่ไม่คงที่จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ ที่มีปริมาณการผลิตแปรผันตามสภาพอากาศ
เกณฑ์การคัดเลือกโรงไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าที่จะเข้าร่วมโครงการปรับปรุงนี้จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์สำคัญ คือต้องมีประสิทธิภาพสูงและมีกำลังการผลิตตั้งแต่ 300 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไขและอยู่ในแผนการพัฒนา ได้แก่ โรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง, โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคใต้
สำหรับงบประมาณในการปรับปรุงนั้น กฟผ. ประเมินไว้ที่ 100 ล้านบาทต่อโรงไฟฟ้า 1 แห่ง โดยการดำเนินการจะถูกจัดให้อยู่ในช่วงหยุดซ่อมบำรุงตามปกติที่โรงไฟฟ้าทำเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้ไม่กระทบต่อการจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรม และยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมได้อีกด้วย
แผนพลังงานทดแทนของ กฟผ. ในอนาคต
นอกเหนือจากการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแล้ว กฟผ. ยังมีแผนการลงทุนด้านพลังงานทดแทนอีกหลายโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำเหนือเขื่อน (Floating Solar) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ดินเพิ่มเติม นับเป็นแนวทางที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้าน พลังงานลม กฟผ. มีแผนจัดตั้งศูนย์พลังงานทดแทนและทดลองพลังงานลมที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านลมสูง เพื่อศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้รองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคนี้ในระยะยาว.
นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ
กฟผ. ยังมีแผนนำ เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาพัฒนาระบบจัดการพลังงาน โดยจะเริ่มทดลองโครงการนำร่องแห่งแรกที่ สถานีรถไฟฟ้าจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก เหมาะสำหรับการทดสอบระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะในสภาพแวดล้อมจริง
ทั้งนี้ แต่ละโครงการจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง กฟผ. จึงมีแผนเปิดประมูลเพื่อหาผู้ร่วมลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อให้แต่ละโครงการดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับทิศทางของประเทศที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ตามเป้าหมาย และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
อ้างอิง: thaipost.net, tnamcot.com