กระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การเตรียมความพร้อมเรื่องที่อยู่อาศัยให้รองรับกับเทคโนโลยีนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม หนึ่งในคำถามยอดฮิตสำหรับผู้ที่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้รถ EV คือเราจำเป็นต้องติดเครื่องชาร์จแยกต่างหากหรือไม่ หรือแค่เสียบปลั๊กไฟบ้านธรรมดาก็เพียงพอแล้ว คำตอบของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความรวดเร็ว และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์โดยตรง อุปกรณ์ที่เรียกว่า Wall Charge จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนบ้านของเราให้กลายเป็นสถานีชาร์จส่วนตัวที่มีประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจว่า Wall Charge คืออะไร ทำงานอย่างไร และทำไมถึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนใช้รถ EV จะช่วยให้เราตัดสินใจวางแผนระบบไฟในบ้านได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดในระยะยาว
วอลชาร์จ (Wall Charge) คืออะไร?
วอลชาร์จ คือ อุปกรณ์สำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบติดตั้งถาวรบนผนัง หรือที่เรียกว่า EV Home Charger หน้าที่หลักของ Wall Charge คือเป็นตัวควบคุมและจัดสรรพลังงานไฟฟ้า จากตู้เมนไฟบ้านส่งไปยังตัวรถยนต์อย่างปลอดภัย โดยระบบจะคอยตรวจสอบความพร้อมของวงจร ตัดกระแสไฟเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง และสื่อสารกับระบบชาร์จภายในรถเพื่อให้กระแสไฟไหลผ่านได้อย่างราบรื่น ซึ่งแตกต่างจากการเสียบปลั๊กธรรมดาที่ไม่มีระบบควบคุมความปลอดภัยที่ซับซ้อนเท่านี้
การชาร์จผ่าน Wall Charge และการชาร์จแบบเต้ารับธรรมดา แตกต่างกันอย่างไร?

ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามือใหม่หลายคนมักสับสนว่าการชาร์จไฟเข้ารถยนต์นั้นสามารถทำได้เหมือนการชาร์จเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปหรือไม่
การชาร์จผ่านวอลชาร์จ
การเลือกใช้ Wall Charge ในการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นวิธีการมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกแนะนำ โดยระบบนี้รองรับกำลังไฟได้สูงตั้งแต่ 7.4 kW ไปจนถึง 22 kW ขึ้นอยู่กับระบบไฟบ้านและสเปกของรถยนต์ ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ภายในเวลาเพียง 4-7 ชั่วโมง ซึ่งเหมาะมากสำหรับการชาร์จทิ้งไว้ในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังออกแบบมาเพื่อรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่รุนแรงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีระบบตัดไฟรั่วและป้องกันไฟกระชากในตัว ช่วยถนอมวงจรภายในรถยนต์และเพื่อความปลอดภัยต่อตัวบ้าน
การชาร์จแบบเต้ารับธรรมดา
การชาร์จด้วยเต้ารับธรรมดา โดยใช้สายชาร์จฉุกเฉินที่แถมมากับรถ เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้เป็นประจำทุกวัน เพราะเต้ารับบ้านทั่วไปจ่ายไฟได้เพียงประมาณ 2.2 kW – 3.6 kW ทำให้ต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่า 24 ชั่วโมงกว่าแบตเตอรี่จะเต็ม นอกจากนี้ เต้ารับและสายไฟบ้านปกติไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับโหลดกระแสไฟฟ้าที่สูงและต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสม สายไฟละลาย หรือร้ายแรงที่สุดคืออาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัยได้หากระบบสายดินของบ้านไม่สมบูรณ์
หลักการทำงานของระบบ Wall Charge
การทำความเข้าใจว่า Wall Charge คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร จำเป็นต้องรู้ถึงกระบวนการทำงานภายใน ตั้งแต่การรับกระแสไฟฟ้าจากแหล่งจ่าย ไปจนถึงการส่งพลังงานเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งกระบวนการนี้มีความซับซ้อน แต่เป็นการทำงานร่วมกันของระบบความปลอดภัยและการแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
กระบวนการแปลงไฟฟ้า
ไฟฟ้าที่ส่งมาจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านเข้าสู่เครื่อง Wall Charge จะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แต่แบตเตอรี่รถยนต์ต้องการไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เพื่อกักเก็บพลังงาน หลายคนเข้าใจผิดว่าทำหน้าที่แปลงไฟ แต่ความจริงแล้วหน้าที่นี้เป็นของ On-Board Charger (OBC) ที่ติดอยู่ในตัวรถ โดยจะส่งไฟฟ้ากระแสสลับเข้าไป และ OBC ของรถจะทำการแปลงเป็น DC เพื่อเก็บลงแบตเตอรี่ ดังนั้นความเร็วในการชาร์จจึงขึ้นอยู่กับขนาดของ OBC ในรถด้วยว่ารองรับกำลังไฟได้สูงสุดเท่าไหร่
การจ่ายไฟเข้าสู่ตัวรถ
เมื่อเรานำหัวชาร์จเสียบเข้ากับตัวรถ Wall Charge จะยังไม่ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงออกมาในทันที จนกว่าจะมีการล็อกหัวชาร์จให้แน่นหนาและผ่านขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว เมื่อทุกอย่างพร้อม ระบบจะเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้า โดยกระแสไฟจะไหลผ่านเข้าสู่พอร์ตชาร์จของรถอย่างต่อเนื่องและคงที่ ซึ่งตัวเครื่องจะคอยมอนิเตอร์อุณหภูมิและกระแสไฟตลอดเวลา หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น ระบบจะตัดการทำงานทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย
ระบบสื่อสารระหว่างเครื่องชาร์จและรถยนต์
วอลชาร์จสามารถสื่อสารผ่านโปรโตคอลการสื่อสารได้ทันทีที่เสียบสายชาร์จ ตัวรถและเครื่องชาร์จจะส่งสัญญาณหากันเพื่อตกลงเรื่องกำลังไฟที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับระบบไฟฟ้าภายในรถ กระบวนการนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะได้รับพลังงานในปริมาณที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
2 ประเภทของหัวชาร์จ

ก่อนที่จะตัดสินใจติดตั้ง Wall Charge ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ารถยนต์ที่เราใช้นั้นรองรับหัวชาร์จประเภทใด โดยหลัก ๆ แล้วในประเทศไทยจะพบหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบ AC อยู่ 2 ประเภท ได้แก่
หัวชาร์จแบบ Type 1
หัวชาร์จแบบ Type 1 (SAE J1772) เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้ในโซนอเมริกาและญี่ปุ่น ลักษณะหัวชาร์จจะเป็นทรงกลม มี 5 ขา (Pin) รองรับเฉพาะระบบไฟฟ้า 1 เฟสเท่านั้น ซึ่งมักจะพบในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นเก่า หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) บางรุ่นที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น มีข้อจำกัดคือรองรับกำลังไฟได้น้อยกว่าและชาร์จได้ช้ากว่าเมื่อเทียบกับ Type 2 ทำให้ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในไทยแทบจะไม่ใช้หัวชาร์จประเภทนี้แล้ว
หัวชาร์จแบบ Type 2
หัวชาร์จแบบ Type 2 (Mennekes) เป็นมาตรฐานยุโรปและเป็นมาตรฐานหลักที่ประกาศใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ลักษณะหัวชาร์จจะมี 7 ขา พร้อมส่วนบนที่แบนราบ จุดเด่นคือรองรับทั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ 3 เฟส ทำให้สามารถรับกำลังไฟได้สูงกว่าและชาร์จได้รวดเร็วกว่ามาก ซึ่งรถไฟ้าในไทยส่วนใหญ่นิยมใช้หัวชาร์จรูปแบบนี้
การเลือกใช้ Wall Charge ให้เหมาะสมกับรุ่นรถที่คุณใช้งาน
การเลือกซื้อ Wall Charge ไม่ใช่แค่เลือกยี่ห้อไหนก็ได้ แต่ต้องดูความสัมพันธ์ระหว่าง On-Board Charger (OBC) ของรถกับขนาดมิเตอร์ไฟบ้าน หากรถของเรามี OBC ขนาด 7 kW การติดตั้งเครื่องชาร์จ 7 kW ก็เพียงพอ
แต่หากเราติดตั้งเครื่องชาร์จขนาด 22 kW ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน เพียงแต่รถจะรับไฟได้แค่ 7 kW ตามขีดจำกัดของ OBC อย่างไรก็ตาม การเลือกติดตั้งรุ่นที่มีกำลังวัตต์สูงไว้ก่อน เช่น 11 kW หรือ 22 kW ถือเป็นการลงทุนเผื่ออนาคต เพราะหากวันข้างหน้าเราเปลี่ยนรถที่มีสเปกสูงขึ้น เราก็ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนเครื่องชาร์จใหม่อีกครั้ง
ประโยชน์ของการติดตั้ง Wall Charge คืออะไร

การมีสถานีชาร์จส่วนตัวในบ้านจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องการความคุ้มค่าและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การติดตั้งให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการพึ่งพาสายชาร์จฉุกเฉิน หรือการต้องขับรถไปรอคิวตามสถานีชาร์จสาธารณะ
ความเร็วในการชาร์จ
ประโยชน์ของการใช้ Wall Charge คือสามารถลดระยะเวลาการชาร์จลงได้ถึง 3-5 เท่าเมื่อเทียบกับการเสียบปลั๊กไฟบ้านปกติ จากเดิมที่ต้องเสียบแช่ไว้ข้ามวันข้ามคืนกว่าจะได้ไฟเต็มถัง การมีวอลชาร์จช่วยให้เรากลับถึงบ้านตอนเย็น เสียบชาร์จทิ้งไว้ และตื่นเช้ามาพร้อมกับแบตเตอรี่เต็ม 100% พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลว่าไฟจะไม่พอสำหรับการเดินทางไกล หรือต้องเสียเวลาแวะปั๊มชาร์จระหว่างวันที่เร่งรีบ
ความปลอดภัย
เรื่องความปลอดภัยถือเป็นหัวใจ อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง มีระบบสายดินที่ได้มาตรฐาน ระบบตรวจสอบไฟรั่ว (RCD) ทั้ง Type A และ Type B ที่ป้องกันได้ทั้งไฟกระแสสลับและกระแสตรง รวมถึงระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเกิดความร้อนเกินหรือไฟลัดวงจร ช่วยปกป้องทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงภายในรถ EV ของเราให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางไฟฟ้า
ความสะดวกสบาย
ความสะดวกสบายคือความคุ้มค่าทางความรู้สึกที่ไม่ควรมองข้าม การมี Wall Charge ติดตั้งอยู่ในโรงจอดรถ ทำให้เราไม่ต้องวุ่นวายกับการรื้อสายชาร์จฉุกเฉินท้ายรถออกมาใช้ทุกวัน ไม่ต้องคอยหาปลั๊กพ่วง หรือกังวลเรื่องสายไฟระโยงระยาง นอกจากนี้ เครื่องชาร์จรุ่นใหม่ ๆ ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันที่ให้เราสั่งการเปิด-ปิด ตั้งเวลาชาร์จ หรือดูประวัติการใช้พลังงานผ่านสมาร์ตโฟนได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้การจัดการพลังงานเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
เทคนิคลดต้นทุนค่าไฟ
แม้ว่าการใช้รถ EV จะช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้มาก แต่บิลค่าไฟที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเรามีการบริหารจัดการที่ดี เราสามารถกดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถให้ต่ำลงได้ ด้วยการใช้ประโยชน์จากมาตรการรัฐและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด อย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้าน
ปรับเปลี่ยนมาใช้ มิเตอร์ TOU
การเปลี่ยนมิเตอร์ไฟบ้านเป็นแบบ TOU (Time of Use) เป็นวิธีที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคนใช้รถ EV โดยอัตราค่าไฟจะถูกแบ่งตามช่วงเวลา คือช่วง On Peak (แพง) และ Off Peak (ถูก) ซึ่งช่วง Off Peak คือวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 22.00 – 09.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ทั้งวัน โดยค่าไฟจะเหลือเพียงหน่วยละประมาณ 2.6 บาท (ยังไม่รวมค่าบริการและ Ft)
ติดตั้งโซลาร์เซลล์
การติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยประหยัดพลังงาน หากเราสามารถผลิตไฟฟ้าได้เองจากแสงแดด เราก็แทบจะชาร์จรถได้ฟรี แต่อุปสรรคคือโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้ตอนกลางวัน แต่เรามักชาร์จรถตอนกลางคืน ดังนั้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานอย่าง Tesla Powerwall จะช่วยให้เราเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ในตอนกลางวัน มาจ่ายให้กับ Wall Charge ในตอนกลางคืนได้ ทำให้เราสามารถใช้พลังงานสะอาดชาร์จรถได้ 100% และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าลงได้
ขั้นตอนติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เพื่อรองรับระบบ EV Charger
ขั้นตอนการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เพื่อรองรับระบบวอลชาร์จ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- สำรวจพฤติกรรมการใช้ไฟ คำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ชาร์จรถในแต่ละวัน เพื่อเลือกขนาดของระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสม
- ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้ง เช็กความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา และทิศทางรับแดด เพื่อให้แผงโซลาร์เซลล์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
- เลือกอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ เลือกใช้อุปกรณ์ที่รองรับการจัดการพลังงานสำหรับ EV Charger หรือพิจารณาติดตั้ง Tesla Powerwall เพื่อกักเก็บไฟไว้ชาร์จตอนกลางคืน
- ยื่นขออนุญาต ดำเนินการขออนุญาตดัดแปลงอาคารและขนานไฟกับการไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- ติดตั้งและทดสอบระบบ ให้ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญดำเนินการติดตั้ง เชื่อมต่อระบบ Solar เข้ากับตู้ควบคุมไฟ และทดสอบการจ่ายไฟ เพื่อความเสถียร
สรุปบทความ
การทำความเข้าใจว่า Wall Charge คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกคน เพราะอุปกรณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ชาร์จไฟ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การใช้รถ EV ของเรามีความสะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่าสูงสุด การลงทุนติดตั้ง Wall Charge ไว้ที่บ้าน พร้อมติดตั้งโซลาร์เซลล์ร่วมด้วย จะช่วยให้เราใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความกังวลเรื่องพลังงาน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
แต่สำหรับใครที่ใช้งานรถไฟฟ้าเป็นหลัก และต้องการติดตั้งโซล่าร์เซถไฟฟ้า KG Solar เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกชั้นนำ ที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เจ้าใหญ่ที่สุดในไทย ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ทีมงานของ KG Solar พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบระบบโซลาร์เซลล์ที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการประหยัดพลังงานและลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Wall Charge
ติดตั้ง Wall Charge ต้องขออนุญาตหรือแจ้งการไฟฟ้าหรือไม่?
ติดตั้ง Wall Charge ต้องขออนุญาตการไฟฟ้า เพราะเป็นการเพิ่มโหลดการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เราควรแจ้งการไฟฟ้าฯ เพื่อขอเพิ่มขนาดมิเตอร์หรือขอเปลี่ยนเป็นมิเตอร์ TOU นอกจากนี้ การไฟฟ้าจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบความถูกต้องของการเดินสายไฟและระบบสายดิน เพื่อความปลอดภัยก่อนเริ่มใช้งานจริง
เครื่อง Wall Charge สามารถติดตั้งกลางแจ้งหรือนอกตัวอาคารได้ไหม?
สามารถติดตั้งกลางแจ้งหรือนอกตัวอาคารได้ แต่ต้องเลือกรุ่นที่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น ตั้งแต่ IP54 หรือ IP65 ขึ้นไป ซึ่งออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศ ทั้งแดดและฝน อย่างไรก็ตาม เพื่อยืดอายุการใช้งานและป้องกันความร้อนสะสม การทำหลังคากันสาดบังแดดให้เครื่องชาร์จก็เป็นสิ่งที่แนะนำให้ทำ
หากมีโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว สามารถต่อเข้ากับเครื่องวอลชาร์จได้หรือไม่?
หากมีโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว สามารถต่อเข้ากับเครื่องวอลชาร์จได้ แถมยังประหยัดค่าไฟ ระบบไฟบ้านจะดึงไฟจากโซลาร์เซลล์มาใช้ก่อน หากไฟไม่พอก็จะดึงจากการไฟฟ้ามาเสริม หากมีแบตเตอรี่กักเก็บไฟด้วย จะยิ่งช่วยให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระยะเวลาในการชาร์จผ่าน Wall Charge โดยเฉลี่ยอยู่ที่กี่ชั่วโมง?
ระยะเวลาชาร์จขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่รถและกำลังไฟของเครื่องชาร์จ โดยเฉลี่ยแล้วระยะเวลาในการชาร์จผ่าน Wall Charge ขนาด 7 kW จะชาร์จรถที่มีแบตเตอรี่ 60 kWh จาก 10-100% ได้ในเวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง แต่ถ้าเครื่องชาร์จมีกำลังไฟ 22 kW และรถรองรับได้เท่ากัน เวลาชาร์จอาจลดลงเหลือเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น