ปัจจัยที่ทำให้ Solar Rooftop ได้รับความนิยม
แนวโน้มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในต่างประเทศ
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟที่สูงขึ้นในระยะยาว รวมถึงนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบได้ผ่านโครงการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อป นโยบายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้เจ้าของบ้านมองเห็นความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น ไม่เพียงในแง่การประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังรวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
“โลกกำลังใช้โซลาร์รูฟท็อปเพื่อความยั่งยืนและลดค่าไฟ — และหลายประเทศก็เดินหน้าเต็มที่”
ในต่างประเทศแนวโน้มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน โดยข้อมูลจากเครือข่ายผู้ประกอบการพลังงาน Energex ได้เผยรายงานการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐ ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งสะสมมากกว่า 8 กิกะวัตต์ (GW) แล้ว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือนที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพลังงานยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานสะอาดและยั่งยืน
นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายทางอากาศที่น่าสนใจจากบริษัท Australian Securities Exchange อย่าง Nearmap นำเสนอการเปลี่ยนแปลงของชุมชนในรัฐควีนส์แลนด์ได้อย่างชัดเจน ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นปรากฏการณ์ “การติดตั้งตามกันเป็นเครือข่าย” เมื่อบ้านหลังหนึ่งเริ่มติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ บ้านใกล้เคียงในละแวกเดียวกันก็มักจะตัดสินใจติดตั้งตามในช่วงเวลาถัดมา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงอิทธิพลของการรับรู้ทางสังคม ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และการเห็นผลลัพธ์จากผู้ใช้งานใกล้ตัว
แนวโน้มอนาคตของโซลาร์รูฟท็อปในไทยและทั่วโลก
การเติบโตของ Solar Rooftop ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้านอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด โดยเฉพาะการบูรณาการโซลาร์รูฟท็อปกับยานยนต์ไฟฟ้า (Solar + EV) ซึ่งช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ชาร์จรถ EV ได้โดยตรง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ทั้งในบ้านและการเดินทาง ถือเป็นก้าวสำคัญของการใช้ชีวิตแบบ Net Zero ในระดับครัวเรือน
ในด้านนโยบาย ภาครัฐทั่วโลกกำลังผลักดัน Net Metering อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นระบบที่อนุญาตให้เจ้าของโซลาร์รูฟท็อปส่งไฟฟ้าส่วนเกินคืนสู่กริดและได้รับเครดิตค่าไฟแบบหักลบกลบหน่วย สำหรับประเทศไทย การพัฒนานโยบายในลักษณะนี้จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านแพร่หลายยิ่งขึ้น และช่วยลดภาระของระบบสายส่งไฟฟ้าในชั่วโมงพีคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ที่มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้โซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้ เพราะเจ้าของบ้านสามารถกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวันไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากการไฟฟ้าเลย จึงไม่น่าแปลกใจที่นักวิเคราะห์พลังงานหลายสำนักคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 โซลาร์รูฟท็อปจะกลายเป็นมาตรฐานของบ้านใหม่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
“จากแนวโน้มที่เห็นในออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันกำลังผลักดันนโยบาย Net Metering และการบูรณาการโซลาร์รูฟท็อปกับยานยนต์ไฟฟ้า
ถือเป็นโมเดลที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ในอนาคต…”