KG Solar

Commercial & Industrial Solar

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ? สรุปครบทุกประเภท (AC/DC) และวิธีเลือกก่อนติดตั้งที่บ้าน

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความ […]

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้งานหัวชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับผู้ใช้งานมือใหม่ เรื่องของระบบชาร์จอาจดูซับซ้อนเพราะหัวชาร์จมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งการชาร์จที่บ้านและการชาร์จตามสถานีสาธารณะ ซึ่งการเลือกใช้ให้ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้งานและการถนอมแบตเตอรี่

นอกจากการทำความเข้าใจเรื่องประเภทของหัวชาร์จแล้ว ผู้ใช้งานจำนวนมากยังหันมาสนใจการบริหารจัดการพลังงานในบ้านควบคู่กันไป โดยเฉพาะการติดโซล่าเซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งขั้นตอนติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในปัจจุบันไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด การเลือกติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านร่วมกับการใช้ Tesla Powerwall เพื่อกักเก็บพลังงาน หรือการเปลี่ยนมาใช้มิเตอร์ TOU (Time of Use) จะช่วยลดภาระค่าไฟจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ บทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้า เพื่อให้การใช้งานรถ EV ของทุกคนคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด

ระบบชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า 2 ประเภทหลักที่ควรรู้ ต่างกันอย่างไร

การทำความเข้าใจระบบการจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นหลักการทำงานของหัวชาร์จ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะของกระแสไฟฟ้า คือ AC และ DC ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการชาร์จและอุปกรณ์ที่ต้องใช้

การชาร์จแบบธรรมดา (AC Charging)

การชาร์จแบบ AC (Alternating Current) คือการป้อนไฟฟ้ากระแสสลับจากไฟบ้านปกติผ่านหัวชาร์จรถไฟฟ้า เข้าสู่ตัวรถ โดยรถยนต์จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า On-Board Charger ทำหน้าที่แปลงไฟจากกระแสสลับ (AC) ให้เป็นกระแสตรง (DC) เพื่อเก็บเข้าสู่แบตเตอรี่ การชาร์จผ่านหัวชาร์จแบบนี้จะใช้เวลานานกว่า เฉลี่ย 4-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของ On-Board Charger ในรถแต่ละรุ่น เหมาะสำหรับการชาร์จข้ามคืนที่บ้านหรือจุดจอดรถในห้างสรรพสินค้าที่จอดเป็นเวลานาน ซึ่งหัวชาร์จแบบ AC ช่วยถนอมแบตเตอรี่ได้ดีเนื่องจากความร้อนต่ำ

การชาร์จแบบเร็ว (DC Charging)

การชาร์จแบบ DC (Direct Current) หรือ Quick Charge คือการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านสถานีชาร์จขนาดใหญ่ ตู้ชาร์จจะทำหน้าที่แปลงไฟ AC เป็น DC มาให้เรียบร้อยแล้ว แล้วส่งกระแสไฟผ่านหัวชาร์จรถไฟฟ้า ตรงเข้าสู่แบตเตอรี่รถยนต์โดยไม่ผ่าน On-Board Charger ทำให้สามารถรับไฟได้ในปริมาณมากและรวดเร็ว หัวชาร์จแบบ DC สามารถอัดประจุจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 30-60 นาที เหมาะสำหรับการเดินทางไกลที่ต้องการความรวดเร็ว

เจาะลึกประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ? ที่นิยมใช้ในไทย

ประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้า 

ประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้าของรถแต่ละค่ายจะใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน สำหรับประเทศไทยประเภทหัวชาร์จที่เป็นมาตรฐานหลักและพบเห็นได้บ่อยที่สุดมีดังนี้

หัวชาร์จ Type 1 (AC)

หัวชาร์จรถไฟฟ้า Type 1 เป็นหัวชาร์จมาตรฐานดั้งเดิมที่นิยมใช้ในรถยนต์จากฝั่งอเมริกาและญี่ปุ่นยุคแรก ๆ หัวชาร์จประเภทนี้จะเป็นหัวกลมที่มีรูเข็ม 5 จุด (5 Pins) รองรับไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แบบ 1 เฟส (Single-Phase) เท่านั้น จ่ายกระแสไฟได้สูงสุดประมาณ 32A หรือ 7.4 kW 

หัวชาร์จ Type 2 (AC)

หัวชาร์จรถไฟฟ้า Type 2 คือหัวชาร์จมาตรฐานหลักของประเทศไทยและยุโรปในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในไทยเกือบทั้งหมดจะใช้หัวชาร์จประเภทนี้ ลักษณะหัวต่อจะมี 7 จุด (7 Pins) ด้านบนตัดเรียบ จุดเด่นคือรองรับไฟฟ้ากระแสสลับได้ทั้งแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ทำให้หัวชาร์จ Type 2 สามารถรับกำลังไฟได้สูงกว่า Type 1 โดยรับได้สูงสุดถึง 22 kW ขึ้นอยู่กับ On-Board Charger ของรถ ทำให้การชาร์จผ่าน Wallbox ที่บ้านทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวชาร์จ CCS Type 2 (DC)

หัวชาร์จรถไฟฟ้า CCS Type 2 เป็นมาตรฐานหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับการชาร์จเร็ว (DC) ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในไทยและยุโรป โดยมีดีไซน์เพิ่มขั้วขนาดใหญ่ด้านล่างอีก 2 ขั้วสำหรับส่งไฟกระแสตรง ทำให้ช่องเสียบที่ตัวรถสามารถรองรับได้ทั้งหัวชาร์จแบบ AC Type 2 และ DC CCS Type 2 ในพอร์ตเดียว รองรับกำลังไฟได้สูงมาก ตั้งแต่ 50 kW ไปจนถึง 360 kW ขึ้นอยู่กับสถานีชาร์จ

หัวชาร์จ CHAdeMO (DC)

หัวชาร์จรถไฟฟ้า CHAdeMO เป็นมาตรฐานการชาร์จเร็วจากประเทศญี่ปุ่น ลักษณะหัวชาร์จจะเป็นหัวกลมขนาดใหญ่ มีรูเข็ม 4 รูหลัก พบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าค่ายญี่ปุ่นบางรุ่น ข้อสังเกตคือรถที่ใช้ระบบนี้จะมีช่องชาร์จ 2 ช่องแยกกัน ช่องหนึ่งสำหรับ AC Type 1/Type 2 และอีกช่องสำหรับ DC CHAdeMO ปัจจุบันสถานีชาร์จในไทยส่วนใหญ่ยังคงมีหัวชาร์จประเภทนี้ให้บริการคู่กับ CCS 

เลือกชาร์จแบบไหนดี? ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการถนอมแบตเตอรี่

การชาร์จรถไฟฟ้า

การเลือกใช้งานหัวชาร์จรถไฟฟ้า ไม่ใช่แค่เรื่องของการเสียบสายแล้วจบ แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของเวลา สถานที่ และสุขภาพของแบตเตอรี่ 

ชาร์จที่บ้าน

การชาร์จที่บ้านเป็นวิธีหลักที่ผู้ใช้รถ EV ส่วนใหญ่ทำเป็นประจำ โดยใช้หัวชาร์จแบบ AC หรือสายฉุกเฉิน ข้อดีคือสะดวกสบาย สามารถเสียบชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืนได้โดยไม่ต้องกังวล ค่าไฟต่อหน่วยถูกกว่า และที่สำคัญการใช้หัวชาร์จแบบ AC เป็นการชาร์จด้วยกำลังไฟที่ไม่สูงมาก ช่วยลดความร้อนสะสมในเซลล์แบตเตอรี่ เป็นวิธีที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ดี เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ขับรถไปทำงานแล้วกลับมาชาร์จที่บ้าน

ชาร์จสถานีสาธารณะ

สถานีชาร์จสาธารณะมักเป็นหัวชาร์จแบบ DC (Quick Charge) เพื่อความรวดเร็วระหว่างการเดินทางไกล หรือในกรณีที่แบตเตอรี่ใกล้หมดฉุกเฉิน แม้จะสะดวกและใช้เวลาน้อย แต่ค่าบริการต่อหน่วยมักจะสูงกว่าไฟบ้าน และการอัดประจุด้วยกำลังไฟสูงผ่านหัวชาร์จแบบ DC บ่อย ๆ จะทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูง ซึ่งอาจส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดหากทำเป็นประจำ ดังนั้นควรเลือกใช้เฉพาะเมื่อจำเป็น หรือเมื่อต้องเดินทางข้ามจังหวัด

อยากติดตั้งหัวชาร์จรถไฟฟ้า (Wallbox) ที่บ้านต้องเตรียมตัวอย่างไร?

  1. เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า ต้องตรวจสอบว่ามิเตอร์เดิมรองรับกระแสไฟเพียงพอหรือไม่ สำหรับบ้านทั่วไปแนะนำให้เปลี่ยนเป็นขนาด 30(100)A 1 เฟส หรือ 15(45)A 3 เฟส เพื่อรองรับการดึงไฟของหัวชาร์จ
  2. ปรับปรุงสายเมนและตู้ MDB สายไฟเมนเข้าบ้านต้องมีขนาดถูกต้อง และตู้ควบคุมไฟ (MDB) ต้องมีช่องว่างสำหรับติดตั้งเบรกเกอร์ลูกย่อยสำหรับหัวชาร์จโดยเฉพาะ
  3. ระบบสายดิน ต้องมีการเดินสายดินแยกต่างหาก เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานและป้องกันระบบตัดไฟทำงานผิดพลาด
  4. อุปกรณ์ตัดไฟรั่ว ต้องติดตั้งเครื่องตัดวงจรเมื่อกระแสรั่วไหล (RCD) Type B หรือตามที่ผู้ผลิต Wallbox กำหนด เพื่อป้องกันอันตรายขณะใช้งาน

ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับ KG Solar ทางเลือกประหยัดไฟ ชาร์จแบตได้ไม่ต้องกลัวค่าไฟพุ่ง

เมื่อมีหัวชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ปัญหาที่ตามมาคือค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น การติดตั้งโซลาร์เซลล์จึงเป็นทางออกที่คุ้มค่าที่สุด เราขอแนะนำ KG Solar ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดที่จะช่วยเปลี่ยนบ้านเราให้เป็นสถานีชาร์จพลังงาน การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ร่วมกับมิเตอร์ TOU จะช่วยให้เราบริหารจัดการค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราชาร์จรถในช่วงกลางวันก็สามารถใช้ไฟจากแดดได้ทันที หรือหากติดตั้งร่วมกับ Tesla Powerwall ก็สามารถเก็บไฟไว้ชาร์จรถผ่านหัวชาร์จในช่วงกลางคืนได้ ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้ ทำให้การใช้หัวชาร์จรถเป็นเรื่องประหยัด

สรุปบทความ

หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีความหลากหลายทั้งแบบ AC และ DC ซึ่งออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน การเข้าใจว่า หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ และรถของเราใช้หัวชาร์จประเภทไหน จะช่วยให้เราวางแผนการเดินทางและการติดตั้งอุปกรณ์ที่บ้านได้อย่างถูกต้อง การเลือกติด Wallbox ที่เหมาะสม เตรียมระบบไฟให้พร้อม หรือแม้แต่การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดภาระค่าไฟ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถ EV ต้องพิจารณา

หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยลดค่าไฟในการชาร์จรถไฟฟ้า การติดตั้งโซล่าเซลล์จะช่วยประหยัดค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ KG Solar พร้อมให้คำปรึกษาและบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์ครบวงจร ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมระดับสูงและอุปกรณ์คุณภาพชั้นนำ เพื่อให้การแก้ปัญหาค่าไฟขึ้นผิดปกติเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่า

FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหัวชาร์จรถไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า Type 2 สามารถใช้หัวชาร์จ Type 1 ได้หรือไม่?

หัวชาร์จรถ Type 1 และ Type 2 มีลักษณะที่แตกต่างกัน ไม่สามารถเสียบเข้าหากันได้โดยตรง แต่ปัจจุบันมีอแดปเตอร์ (Adapter) แปลงหัวชาร์จจำหน่าย ซึ่งช่วยให้รถที่เป็นพอร์ต Type 2 สามารถรับไฟจากหัวชาร์จรถ Type 1 ได้ อย่างไรก็ตาม การใช้อแดปเตอร์ควรเลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐานสูง เพื่อป้องกันการอาร์คหรือความร้อนสะสมที่จุดเชื่อมต่อซึ่งอาจเกิดอันตรายได้

ชาร์จรถไฟฟ้าขณะฝนตก อันตรายหรือไม่?

ระบบหัวชาร์จรถไฟฟ้า และตัวรถ EV ถูกออกแบบมาให้กันน้ำและมีความปลอดภัยสูง เมื่อเสียบหัวชาร์จเข้ากับตัวรถ ระบบจะมีการสื่อสารกันเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนปล่อยกระแสไฟ หากมีความชื้นหรือไฟรั่ว ระบบจะตัดการทำงานทันที ดังนั้นการชาร์จขณะฝนตกปรอย ๆ สามารถทำได้ แต่หากฝนตกหนักมากหรือมีน้ำท่วมขังถึงระดับปลั๊ก ควรงดการใช้งาน เพื่อความปลอดภัย

การชาร์จเร็ว (DC) บ่อย ๆ ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วจริงไหม?

การใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC บ่อยครั้งมีส่วนทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าการชาร์จแบบ AC เล็กน้อย เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นสะสมในเซลล์แบตเตอรี่ขณะรับกระแสไฟแรงดันสูง แต่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันมีระบบจัดการความร้อนที่ดีขึ้นมาก ช่วยลดผลกระทบนี้ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขอข้อเสนอจาก KG SOLAR

เลือกเวลาที่สะดวกให้ติดต่อกลับ